ปัญหาไฟกระชากเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยและสร้างความเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมากกว่าที่หลายคนคิด วันนี้ Fuhrer ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสายไฟฟ้าคุณภาพสูง จะมาแนะนำข้อมูลเชิงลึกว่าไฟกระชากเกิดจากอะไร มีสัญญาณเตือนแบบไหนบ้าง รวมถึงตอบคำถามสำคัญที่ว่าไฟกระชากแก้ยังไง เพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุด
ไฟกระชาก คืออะไร
ไฟกระชาก (Power Surge หรือ Transient Voltage) คือ สภาวะความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเฉียบพลันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ (ระดับมิลลิวินาทีหรือไมโครวินาที) โดยแรงดันไฟฟ้าอาจพุ่งสูงกว่าระดับปกติหลายเท่าตัว ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้ามาในปริมาณมหาศาลนี้จะพุ่งเข้าสู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในอาคาร หากไม่มีระบบป้องกันที่เหมาะสม จะทำให้แผงวงจรภายในเกิดความร้อนสูงและได้รับความเสียหายในทันที
ความแตกต่างระหว่างไฟกระชากและไฟตก
หลายคนมักสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งในทางวิศวกรรมไฟฟ้ามีความหมายและผลกระทบที่ต่างกันอย่างชัดเจน
- ไฟกระชาก คือเหตุการณ์ที่แรงดันไฟฟ้า “พุ่งสูงขึ้น” เกินกว่าพิกัดปกติอย่างรวดเร็ว
- ไฟตก คือเหตุการณ์ที่แรงดันไฟฟ้า “ลดต่ำลง” กว่ามาตรฐานที่กำหนดชั่วขณะ ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น หลอดไฟหรี่ลง หรือมอเตอร์แอร์ทำงานหนักขึ้น
ไฟกระชากเกิดจากอะไร 4 สาเหตุหลักที่ควรรู้
การจะป้องกันปัญหาได้อย่างตรงจุด ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าไฟกระชากเกิดจากปัจจัยใดได้บ้าง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 สาเหตุหลัก ดังนี้
1. ปัจจัยทางธรรมชาติและสภาพอากาศ
นี่คือสาเหตุที่ก่อให้เกิดไฟกระชากที่รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้ง เมื่อเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าลงมาที่สายส่งไฟฟ้าแรงสูง โครงข่ายระบบไฟฟ้า หรือแม้แต่บริเวณใกล้เคียงอาคาร พลังงานไฟฟ้ามหาศาลจะถูกเหนี่ยวนำเข้าสู่ระบบสายไฟภายในบ้าน สร้างแรงดันไฟฟ้าที่สูงเกินกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าจะรับได้ และทำให้แผงวงจรพังทลายลงในเสี้ยววินาที
2. ปัญหาจากระบบจ่ายไฟภายนอก (Grid Issues)
ความผิดปกติจากสถานีจ่ายไฟหรือระบบสายส่งของการไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด อุบัติเหตุรถชนเสาไฟฟ้าจนสายไฟขาด หรือการสลับแหล่งจ่ายไฟของระบบโครงข่าย (Grid Switching) ซึ่งความไม่เสถียรเหล่านี้สามารถส่งแรงดันไฟฟ้าส่วนเกินเข้ามายังบ้านเรือนและอาคารธุรกิจได้ตลอดเวลา
3. พฤติกรรมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
รู้หรือไม่ว่ากว่า 80% ของปัญหาไฟกระชากขนาดเล็ก เกิดขึ้นจากภายในบ้านของเราเอง! เมื่อมีการเปิดหรือปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องใช้กระแสไฟเริ่มต้นสูงๆ (Inrush Current) เช่น เครื่องปรับอากาศ ปั๊มน้ำ ตู้เย็น หรือเครื่องเชื่อมโลหะ การดึงกระแสไฟอย่างรวดเร็วและหยุดกะทันหัน จะทำให้เกิดความผันผวนของแรงดันไฟฟ้าในวงจรเดียวกัน ส่งผลให้เกิดไฟกระชากไหลย้อนกลับไปรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นอื่นๆ ที่มีความเปราะบาง
4. อุปกรณ์และระบบสายไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน
การใช้งานสายไฟที่เก่า ชำรุด หรือการเลือกใช้ขนาดของสายไฟที่ไม่เหมาะสมกับปริมาณกระแสไฟฟ้า (Overload) ล้วนเป็นต้นเหตุของความร้อนและนำไปสู่การลัดวงจรภายใน ซึ่งการลัดวงจรนี้เองที่เป็นตัวการสร้างไฟกระชากอย่างรุนแรง ดังนั้นการออกแบบระบบไฟฟ้าและการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ตรงตามมาตรฐานสายไฟบ้าน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาระยะยาวและลดความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัย
สัญญาณเตือนภัย อาการแบบไหนบ่งบอกว่าเกิดไฟกระชาก
บางครั้งไฟกระชากอาจไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้ของพังทันที แต่จะค่อยๆ สะสมความเสียหาย สังเกตได้จากอาการเหล่านี้
- หลอดไฟภายในบ้านมีอาการสว่างวาบขึ้นมาผิดปกติ หรือกะพริบถี่ๆ โดยเฉพาะเมื่อคอมเพรสเซอร์แอร์หรือปั๊มน้ำเริ่มทำงาน
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ททีวี มีอาการรีสตาร์ทตัวเอง ปิดดับไปเฉยๆ หรือหน้าจอค้าง
- เครื่องใช้ไฟฟ้ามีอายุการใช้งานสั้นกว่าที่ควรจะเป็น ต้องส่งซ่อมบ่อยครั้ง หรือมีกลิ่นเหม็นไหม้ออกมาจากแผงวงจร

อันตรายและผลกระทบจากไฟกระชาก ที่ห้ามมองข้าม
ผลกระทบของไฟกระชากไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของความหงุดหงิดใจ แต่ยังรวมถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและความปลอดภัย
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหาย แผงวงจรไมโครชิปในอุปกรณ์สมัยใหม่มีความไวต่อแรงดันไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงสูงมาก ไฟกระชากเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เมนบอร์ดไหม้ หรือฮาร์ดดิสก์เสียหายจนข้อมูลสำคัญสูญหาย
- มอเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง แรงดันที่ผิดปกติทำให้ขดลวดในมอเตอร์ของตู้เย็น แอร์ หรือเครื่องซักผ้าเกิดความร้อนสะสม ฉนวนหุ้มขดลวดละลาย และนำไปสู่อาการมอเตอร์ไหม้
- ความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย หากเกิดไฟกระชากอย่างรุนแรงและระบบตัดไฟไม่ทำงาน ความร้อนที่พุ่งสูงจะทำให้ฉนวนสายไฟละลายและเกิดประกายไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของไฟฟ้าลัดวงจรและไฟไหม้บ้าน
ไฟกระชากแก้ยังไง 5 วิธีป้องกันและรับมือให้อยู่หมัด
เมื่อทราบถึงสาเหตุและอันตรายแล้ว คำถามต่อมาคือ ไฟกระชากแก้ยังไง เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภายในบ้านมีความปลอดภัยสูงสุด สามารถปฏิบัติตาม 5 แนวทางมาตรฐานวิศวกรรมได้ดังนี้
1. ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทันทีเมื่อมีพายุฟ้าคะนอง
เป็นวิธีป้องกันเชิงรุกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด 100% ในการตัดขาดอุปกรณ์ไฟฟ้าออกจากวงจรเมื่อมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดฟ้าผ่า การปิดสวิตช์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าสามารถกระโดดข้ามสวิตช์ทางกล (Arcing) เข้ามาทำลายอุปกรณ์ได้
2. เลือกใช้ปลั๊กพ่วงที่มีระบบป้องกันไฟกระชาก (Surge Protector)
เปลี่ยนจากการใช้ปลั๊กพ่วงราคาถูก มาเป็นการลงทุนในปลั๊กพ่วงที่มีวงจรป้องกันไฟกระชาก โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะมีชิ้นส่วนที่เรียกว่า MOV (Metal Oxide Varistor) ทำหน้าที่คอยตรวจจับแรงดันไฟที่เกินระดับปกติ และดูดซับหรือเบี่ยงเบนกระแสไฟส่วนเกินลงสู่สายดิน ไม่ให้ไหลเข้าไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรเลือกปลั๊กที่ได้รับเครื่องหมาย มอก. เพื่อความมั่นใจในคุณภาพ
3. ติดตั้งเครื่องสำรองไฟ (UPS) หรือ Stabilizer
สำหรับอุปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงหรือมีความสำคัญต่อการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์พีซี เซิร์ฟเวอร์ หรืออุปกรณ์การแพทย์ ควรติดตั้ง UPS (Uninterruptible Power Supply) เพราะนอกจากจะช่วยจ่ายไฟสำรองเมื่อไฟดับแล้ว UPS ส่วนใหญ่ยังมีระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (AVR) ที่ช่วยกรองกระแสไฟให้เรียบเนียน ป้องกันทั้งไฟตกและไฟกระชากได้ในเครื่องเดียว
4. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากที่ตู้คอนซูมเมอร์
วิธีที่หลายบ้านอาจยังไม่ทราบคือการตอบโจทย์คำถามที่ว่า ไฟกระชากแก้ยังไงที่ต้นทาง การติดตั้งตัวกันไฟกระชาก หรือ SPD ไว้ที่ตู้ควบคุมไฟฟ้า (Consumer Unit) ของบ้าน จะเปรียบเสมือนป้อมปราการด่านแรกที่ช่วยดักจับและระบายกระแสไฟกระชากรุนแรงจากภายนอก (เช่น ฟ้าผ่า) ให้ไหลลงดินไปก่อนที่จะหลุดรอดเข้าไปในระบบวงจรย่อยของตัวบ้าน
5. ตรวจเช็กระบบสายไฟและสายดินเป็นประจำ
อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากทุกชนิดจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบก็ต่อเมื่อบ้านมี “ระบบสายดิน (Earthing System)” ที่ถูกต้องและมีค่าความต้านทานที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากกระแสไฟส่วนเกินจำเป็นต้องมีเส้นทางวิ่งลงสู่ดิน การหมั่นตรวจสอบสภาพสายไฟภายในอาคารว่าไม่มีจุดชำรุด หลวม หรือเสื่อมสภาพ จึงเป็นเรื่องจำเป็น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไฟกระชาก
ไฟกระชาก ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าพังทันทีเลยหรือไม่
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของกระแสไฟ หากเป็นไฟกระชากจากฟ้าผ่าที่มีพลังงานมหาศาล อุปกรณ์อาจพังและมีรอยไหม้ทันที แต่หากเป็นไฟกระชากขนาดเล็กที่เกิดจากการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อะไหล่ภายในจะค่อยๆ เสื่อมสภาพและพังเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง
ปลั๊กกันไฟกระชาก ช่วยป้องกันได้จริงไหม
ช่วยป้องกันได้จริงสำหรับไฟกระชากในระดับความรุนแรงทั่วไป เนื่องจากภายในมีอุปกรณ์ดูดซับแรงดันไฟฟ้าส่วนเกิน แต่หากเจอฟ้าผ่าลงใกล้บ้านโดยตรง ปลั๊กพ่วงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องอาศัย SPD ที่ตู้ควบคุมไฟและระบบสายดินร่วมด้วย
เมื่อเกิดไฟกระชาก ควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก
หากพบว่าอุปกรณ์มีควัน รอยไหม้ หรือมีเสียงดังผิดปกติ ให้รีบสับเมนเบรกเกอร์ (Main Breaker) ลงทันทีเพื่อตัดไฟทั้งระบบ จากนั้นถอดปลั๊กอุปกรณ์ที่เสียหายออกทั้งหมด และติดต่อช่างไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาตรวจสอบระบบก่อนจ่ายไฟใช้งานอีกครั้ง

สรุปบทความ
ภาพรวมของบทความแสดงให้เห็นแล้วว่าปัญหาไฟกระชากส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สิน การป้องกันที่ดีต้องเริ่มต้นจากระบบพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังมองหาสายไฟฟ้าคุณภาพสูง Fuhrer พร้อมให้บริการด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ผลิตจากโรงงานผลิตสายไฟชั้นนำ ด้วยความไว้วางใจจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกโครงการของคุณมีความปลอดภัยสูงสุดและหมดกังวลเรื่องปัญหาไฟฟ้าในระยะยาว


